Fastdramatic.COM

เว็บข่าว ข่าวสดออนไลน์ 

เพื่อไทยถอย เพื่อ“ขี่คอ”ก้าวไกล

เพื่อไทยถอย เพื่อ“ขี่คอ”ก้าวไกล

เพื่อไทยถอย เพื่อ“ขี่คอ”ก้าวไกล แม้ว่าหลายคนจะยังสับสน แถลงการณ์ “ยอมแพ้” ของพรรคเพื่อไทยล่าสุดเปิดทางให้พรรคได้ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยขอเพียงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคที่สองจะต้องเป็นประธานสภาและยืนยันว่าหากไม่มีข้อตกลงให้เราลงคะแนนสำหรับการแข่งขันในสภา พูดมาก

แม้ว่าการหันหลังกลับไปสู่ท่าที “สุดทาง” ดังกล่าวจะมาจากผู้พูดคนเดียวกัน คือ ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อก่อนเคยย้ำหนักแน่นว่าตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นของพรรคเพื่อไทย แต่ล่าสุด วันต่อมา กลับสวนทางกัน

แม้ว่าจากคำพูดของนายภูมิธรรมอาจจะฟังดูเวียนหัวไปบ้าง แต่น่าจะสรุปได้ว่าประธานสภาสมควรเป็นฝ่ายเริ่มก่อน พรรคที่สองมีตำแหน่งรองประธานสภาและตำแหน่งรัฐมนตรีควรมีจำนวนเท่ากันคือ 14 คน

กรณีประธานสภาฯ เห็นด้วยกับการตีความของพรรค พคท. ถอยคนละก้าว และให้พรรคเดินหน้าต่อไป ขณะที่ประธานสภาฯ ยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากเป็นเพียงการหารือตั้งแต่ ความขัดแย้งหลังจาก 1-2 ครั้ง สมาชิกของพรรค Gaolong และ DPP ไม่มีความแตกต่างมากนัก ในขั้นต้นก็ตกลงตามข้อเสนอของเขา ตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคก้าวหน้าควรเท่ากับ 14 คน ซีอีโอเป็นพรรคชั้นนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่พรรคหมายเลขสองในขณะนั้นคือพรรคคอมมิวนิสต์ควรจะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเท่ากัน

ให้ผู้สนับสนุนเห็นว่าเป็นความร่วมมือระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งนายรังสิมันต์ โรม ออกมาเป็น ส.ส. พรรคก้าวไกล เพื่อแสดงความเห็นและรักษาตำแหน่งประธานสภาซึ่งต้องเป็นของพรรคก้าวหน้าเท่านั้น จึงกล่าวหาว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว แต่ความเป็นจริงต้องรอให้ตัวแทนทั้ง 2 ฝ่ายคุยกันให้ชัดเจน ดังนั้น เมื่อไม่ชัดเจนจึงมีมารยาททางการเมืองออกมาแสดงความเห็นในเวลานี้ คงไม่มีใครทำ เมื่อเป็นข้อพิพาทระหว่าง สองพรรคการเมืองนี้ควรยุติเสียที สิ่งอื่นที่สำคัญกว่าโดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลสามารถดำเนินต่อไปได้

นายภูมิธรรมย้ำหลักการประธานสภาพรรคที่ชนะการเลือกตั้งครั้งแรกควรเป็นประธานสภา และพรรคอันดับสองซึ่งควรดำรงตำแหน่งรองประธานสภาทั้ง ๒ สภา ถ้าคะแนนเสียงของสมาชิกสภาไม่ต่างกันมากก็ไม่ได้ระบุว่าจะให้ตำแหน่งประธานสภาแก่ผู้ใด หรือต่อ ส.ส. ในฐานะพรรคใหญ่อันดับสอง ในฐานะพรรคการเมืองอันดับสองในอดีต มักจะมีรัฐบาลที่แข่งขันกัน แต่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่ทำอะไรเลย เพราะการพิจารณาคนส่วนใหญ่ต้องการการเปลี่ยนแปลง พวกเขาต้องคืนดีกันเมื่อพรรคเดโมแครตมารวมกันด้วยคะแนนเสียง 312 เสียง และพรรคก้าวหน้าราว 150 เสียง และการรอให้กกต. รับรองผลการเลือกตั้งก็เริ่มรู้ว่าพรรคไหนจะชนะการเลือกตั้งที่ชัดเจนในครั้งแรก สำหรับกระบวนการสนทนาระหว่างฝ่ายไทย พิธีวันชาติยังคงอยู่ห่างออกไปอีก 15 วันหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองการเลือกตั้งและพรรคก้าวหน้าเริ่มขึ้น และกระบวนการเลือกประธานกรรมการ

เพื่อไทยถอย เพื่อ“ขี่คอ”ก้าวไกล

เมื่อถามว่าทำไมทาง คสช. ถึงออกมาชี้แจงหลักการเหล่านี้ ทั้งที่ คสช.เคยย้ำว่าตำแหน่งประธานรัฐสภาต้องเป็นของ คมช. นายภูมิธรรม กล่าวว่า น่าจะเป็นการพูดคุยเฉย ๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจกันได้ จำนวนเสียงเริ่มต้นของทั้ง 2 ฝ่ายไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ฉันไม่ต้องการให้เกิดข้อพิพาทเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น เลยออกมายืนยันเหตุผลว่ารัฐบาลที่ตั้งขึ้นได้ต่อไปเพราะประชาชนรอการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่แย่งตำแหน่ง

เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนและผู้ที่จะแอบอ้างต้องได้ข้อสรุปทั้งสองฝ่ายก่อน พร้อมย้ำว่า 3 รายชื่อที่เปิดเผยก่อนหน้านี้เป็นเพียงการคาดเดาของสื่อเท่านั้น ต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการในการวิเคราะห์เชิงประจักษ์หรือความเหมาะสมและการจัดสรรบุคลากรไปยังสถานที่ใด ๆ ยืนยัน พตท. บุคคลที่ยังไม่ได้รับการระบุให้เป็นประธานสภาหรือรัฐมนตรีกล่าวว่าควรเร่งเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่านายภูมิธรรมในพรรคเพื่อไทยถือว่ามี “น้ำหนัก” และอาจมีน้ำหนักมากกว่าคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเขาคือ “ทายาทสายตรง” ของ นายทักษิณ ชินวัตร และในขณะเดียวกันการออกมาแสดงท่าทีครั้งล่าสุดนี้ก็ทำให้เราได้คิดไปต่าง ๆ นานา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง “คนปล่อยผี” ประกาศไม่ให้ ส.ส.ทั้ง 500 คน ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริตเลือกตั้ง หมายความว่าปล่อยไปก่อน แล้วจึงค่อย “ถอด” และอย่างช้าไม่เกินหนึ่งปี

ขั้นตอนหลังจากรายงานนี้ ส.ส. มีเวลาประมาณ 15 วันในการประชุมรัฐสภาและเลือกประธานสภา พรรคแรกยังเป็นพรรคที่ก้าวไกล พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคอันดับสอง เมื่อนายภูมิธรรม ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเช่นนี้ ถือว่าก้าวยาว รองประธานสภาทั้ง 2 คนสังกัดพรรคเพื่อไทย

คำถามคือ ทำไมพรรคเพื่อไทยถึง “สู้สุดตัว” หรือ “ยอมสยบ” ก้าวที่สอง? ขั้นที่ 3 แล้ว เพราะถ้าเห็นจริง

แม้จะยอมถอดถอนประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่เชื่อว่า ในแง่ของจำนวนที่นั่งรัฐมนตรี 14 ที่นั่ง ก็เท่ากับเป็นการเลื่อนขั้น เพราะพรรคเพื่อไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาในกระทรวง แต่การตั้งกระทู้สำคัญต้องผ่านการโหวตนายกฯ ก่อน กว่าจะไปถึง ซึ่งยังต้องผ่านด่านหินของ ส.ว.อีก 64 คน กว่าจะได้ 376 เสียง ซึ่งยังเป็นนาทีที่ยากลำบากมาก จะต้องพิจารณาใหม่หากรอบการลงคะแนนไม่ผ่าน จะทำอย่างไรต่อไป

หรือหากผ่านไปได้ พรรคก้าวหน้า นายกฯ สำรองของนายพิตา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังต้องเจอ “ปมสื่อ” ที่อาจไปต่อในอนาคตแม้จะกินเวลาหลายเดือน แต่ถือว่า “มีความเสี่ยงสูงมาก” และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใดเลย หรือแย่กว่านั้น การ “หยุดทำงาน” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้

ถึงวินาทีนี้ไม่อยากจะคิดเลยว่านี่คือเกมของพรรคเพื่อไทย “รอส้มหล่น” ที่ไหลลื่น เหมือนปล่อยให้ “สุดทาง” รู้อนาคตล่วงหน้า ตรงกันข้ามหากเข้าไปก้าวก่ายตอนนี้ เราคงเคือง “สนู๊ปปี้สม” กับกระแสสังคมที่อ้างว่าเสียงส่วนใหญ่อยากให้ไปไกลและเป็นรัฐบาล เป็นเรื่องของสายน้ำและอนาคตที่ “รออยู่” เพราะลึก ๆ ก็ไม่คิดว่าอีกนานกว่าจะได้กลับ อย่างนั้นเหรอ? แต่ถึงกระนั้น พรรคเพื่อไทย ก็ยัง “ขี่คอ” อยู่ในปัจจุบันหรืออนาคต และก้าวไปอย่างยิ่งใหญ่อยู่ดี

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ข่าวการเมือง

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : fastdramatic

ติดต่อสอบถาม และ เข้าร่วมกิจกรรม ได้ที่ LINE : @UFA656

โปรดยืนยันว่าคุณบรรลุข้อกำหนดด้านอายุตามกฎหมาย (18 ปีขึ้นไป) เพื่อดำเนินการต่อ